Ever After I [เริ่มด้วยรัก]
posted on 24 Oct 2009 21:56 by chocoffee in writeEver After I [เริ่มด้วยรัก]
ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ มีเพียงแสงสลัวจากโคมบนโต๊ะเขียนหนังสือสี่เหลี่ยมเล็กๆเพียงจุดเดียวที่ให้ความสว่างในคืนสงัด ความเคลื่อนไหวจากปลายปากกาบนแผ่นกระดาษสีขาวเป็นเพียงสิ่งเดียวที่บ่งบอกถึงความมีชีวิตในสี่เหลี่ยมแคบๆนี้
คืนนี้ผมจดจ่ออยู่กับหน้ากระดาษเปื้อนหมึกสีน้ำเงินเข้มจนเต็มแผ่น ผมกวาดสายตาอ่านทวนอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รอบนี้เห็นจะเป็นรอบที่สามได้ ผมไม่อยากให้ข้อความบนหน้ากระดาษผิดพลาด ไม่อยากให้ความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลที่ผมเขียนลงไปในหน้ากระดาษนั้นลางเลือน ผมอยากให้คนที่กำลังจะได้อ่านมันรับรู้ถึงสิ่งที่ผมบอกผ่านตัวหนังสือเหล่านั้น
ผมไม่ใช่นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ที่ปรารถนาจะเปลี่ยนแปลงโลกผ่านปลายปากกาหรอกครับ ผมมันก็แค่คนธรรมดาที่กำลังถ่ายทอดความรู้สึกของผมให้คนที่ผมรักผ่านทางจดหมายก็แค่นั้นเอง และตอนนี้มือของผมก็เปื้อนไปด้วยน้ำหมึกสีน้ำเงินจางๆจากไอ้เจ้าปากกาหัวแตกที่ใช้มานานปี ผมคงต้องลุกจากโต๊ะตัวนี้เสียที
ผมเดินไปล้างมือเปื้อนๆนั้นในห้องน้ำ และนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนแล้ว คืนนี้ผมคงต้องจบจดหมายเพียงแค่นี้ พรุ่งนี้ผมต้องออกเดินทางแต่เช้า ไปหาคนรักของผม ส่งจดหมายที่ผมเขียนให้ถึงมือของเธอด้วยตัวผมเอง
ผมสะพายเป้ใบใหญ่เดินย่ำไปตามถนนที่เฉอะแฉะ ฝนเม็ดเล็กๆที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสายนั่นคือตัวการที่ทำให้ถนนเจิ่งน้ำ ตัวผมชื้นนิดหน่อยหลังจากวิ่งฝ่าสายฝนเพื่อเรียกรถสองแถวสีแดง พาหนะยอดนิยมของเมืองนี้ ระหว่างทางผมทอดตามองทัศนียภาพของเมืองอย่างสบายอารมณ์ ขุนเขา สายฝน บ้านเมืองและผู้คน สร้างความปลอดโปร่งให้ผมอย่างมาก หรือเป็นเพราะผมกำลังจะได้พบเธอกันแน่ สำหรับจุดหมายปลายทางของผมตอนนี้เป็นย่านใจกลางเมืองเก่า แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเมือง อันเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว สถานที่สำคัญของเมือง แหล่งบันเทิง และแน่นอนที่พัก ผมไม่ห่วงเรื่องที่พักมากนัก เพราะนี่ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวของเมืองนี้ ดังนั้นการหาเกสเฮาส์ดีๆย่านใจกลางเมืองจึงไม่ใช่เรื่องยาก ผมตัดสินใจเข้าพักในย่านที่ใกล้กับคูเมืองเก่า ไม่ไกลจากวัดเก่าแก่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองนี้นัก
ภายในห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆที่มีของตกแต่งเพียงไม่กี่ชิ้น แทบจะไม่ต่างจากห้องนอนของผมในเมืองใหญ่ นั่นทำให้ผมไม่ลำบากมากนักสำหรับการปรับตัวให้ข่มตาหลับลงในคืนนี้ ผมเขียนจดหมายถึงคนรักของผมอีกฉบับก่อนที่พรุ่งนี้ผมจะออกไปพบกับเธอ มันก็เรื่องธรรมดาทั่วไปที่ผมพบเจอในระหว่างเดินทางนั่นแหละครับ ไม่มีอะไรพิเศษ เพียงแต่...มันอาจเป็นความรู้สึกของผมก็ได้ที่ว่าจะต้องเขียนเรื่องราวระหว่างทางนั้นถึงคนรักของผมเสมอ ไม่อย่างนั้นการเดินทางก็คงไม่มีความหมายอะไร หากเพียงแค่พบเจอ แล้วผ่านเลย
ผมไม่ได้พบเธอหลายปีทีเดียว หลังจากที่เธอตัดสินใจย้ายจากเมืองใหญ่มาอยู่ที่นี่ การพบกันครั้งสุดท้ายของผมกับเธอก็คือตอนที่ผมไปส่งเธอก่อนที่จะจากมา จริงๆน่าจะเรียกว่าการแอบไปส่งมากกว่าผมแค่ไปโบกมือลาให้ท้ายรถของเธอ หลังจากที่เธอเคลื่อนรถออกไปไกลแล้ว แต่ยังนั้นก็เถอะผมก็ถือว่าผมได้ไปส่งเธอนะ
ตลอดเวลาหลายปีผมพยายามโทรศัพท์หาเธออยู่หลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่าหมายเลขนั้นจะเปลี่ยนเจ้าของไปแล้วเป็นใครอีกคนที่ผมไม่รู้จัก และไม่ใช่คนที่ผมต้องการจะติดต่อด้วย แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใด หลังจากที่ผมถอดใจในความพยายามติดต่อกับเธอไปแล้ว เพื่อนสนิทของผมกลับพบกับเธอโดยบังเอิญที่เมืองนี้เมื่อหนึ่งเดือนก่อน เขามาทำธุระสำคัญที่เมืองนี้นานพอที่จะรู้ว่า เธอมักจะมาดื่มกาแฟที่ร้านบรรยากาศน่ารัก ใกล้ๆกับเกสเฮาส์เป็นประจำ ตอนบ่ายสามโมง และหากคนไม่เยอะนักเธอมักจะเลือกที่นั่งริมหน้าต่างของร้านเสมอ ผมแทบรอไม่ไหวที่จะพบเธอในวันพรุ่งนี้ตอนบ่ายสามโมง มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ที่คืนนี้ผมนอนไม่หลับคงไม่ใช่เรื่องความแปลกถิ่นแปลกที่เป็นแน่ แต่เป็นความตื่นเต้นที่จะได้พบกับเธอในพรุ่งนี้ต่างหากที่ทำให้ผมข่มตาไม่ลง
เสียงปลุกจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่หัวเตียงดังอยู่นาน เพื่อปลุกผมในตอนสายของวัน ผมลุกจากที่นอนอย่างเนือยๆ จัดการกับภารกิจส่วนตัวอย่างมีรีบร้อนนักอีกหลายชั่วโมงกว่าจะบ่ายสามโมง แม้ว่าจะสายมากแล้วแต่อากาศข้างนอกกลับขมุกขมัวไปด้วยเมฆฝน ที่ลอยต่ำละเลียบยอดเขา สร้างความงดงามอย่างประหลาดสำหรับผม ไม่นานนักสายฝนก็โปรยปรายทั่วทั้งเมือง การนั่งมองสายฝนเอื่อยๆอยู่ภายในห้องแคบๆ ผลักดันให้ความคิดย้อนถอยไปเมื่อหลายปีก่อน
วันที่ผมพบเธอครั้งแรก มันก็เป็นวันฝนตกเอื่อยๆแบบนี้ แต่ผมก็ต้องรีบเร่งให้ทันเวลานัดสัมภาษณ์งานครั้งแรกของนักศึกษาจบใหม่อย่างผม ฝนตกทำให้สภาพของผมดูไม่จืดไปบ้างแต่ยังไม่แย่เกินไปนักหากว่านี่จะไม่ใช่การสัมภาษณ์งาน สภาพของผมทำเอาผมประหม่าหมดความมั่นใจไปเลยทีเดียว ทั้งความตื่นเต้นและกดดันจากการรอคอยนั่นอีก แต่เพียงรอยยิ้มของเธอกลับทำให้ผมเรียกความมั่นใจกลับมาได้อีกครั้ง และการสัมภาษณ์จบลงด้วยดี ผมได้ร่วมงานกับเธอ แต่เปล่าหรอกครับเธอไม่ใช่คนสัมภาษณ์เพื่อคัดผมเข้าทำงานหรอก เธอแค่เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ที่บังเอิญโต๊ะทำงานอยู่บริเวณที่ผมนั่งรอเรียกสัมภาษณ์เท่านั้นเอง
ผมเข้าไปทำความรู้จักกับเธอ และเราสนิทกันมากขึ้นเป็นลำดับ นอกเวลางานเรามักไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ กับเพื่อนอีกกลุ่มใหญ่บ้าง หรือบางครั้งก็มีแค่เรา สำหรับเธอผมไม่แน่ใจว่าผมเป็นคนพิเศษหรือเปล่า แต่สำหรับผมเธอเป็นคนพิเศษ พิเศษเกินกว่าที่ผมจะกล้าบอกให้เธอรู้ด้วยซ้ำ
ความคิดของผมหยุดลงเมื่อเสียงกระดิ่งจากประตูหน้าร้านกาแฟดังขึ้น บอกให้เจ้าของร้านรู้ว่ากำลังมีลูกค้าเพิ่มเข้ามาอีกราย ผมก้มลงดูนาฬิกาข้อมือบอกเวลาบ่ายสามโมงสิบห้านาทีแล้ว ผมเหลือบสายตาไปมองดูผู้ที่ก้าวผ่านประตูเข้ามา เป็นหญิงสาวในชุดลำลองดูดีตามสมัยนิยม เธอเดินผ่านหน้าผมไปสั่งเครื่องดื่มที่หน้าเคาน์เตอร์ และกลับมานั่งลงตรงโต๊ะว่างริมหน้าต่างตรงข้ามกับผม เราส่งยิ้มให้กันเล็กน้อย ใจผมเริ่มกระสับกระส่าย พาลคิดไปว่าเพื่อนผมมองหญิงสาวคนนี้ผิดโดยเข้าใจว่าเป็นคนรักของผมหรือไม่ ผมแอบมองเธออยู่บ่อยครั้งพบว่าในบางมุมเธอก็มีส่วนคล้ายคนรักของผมอยู่เช่นกัน ผมเหลือบมองนาฬิกาอีกครั้ง บ่ายสามโมงครึ่งแล้ว ผมมองออกไปที่ประคูหน้าร้านอีกครั้ง จิตใจกระวนกระวายรอคอยให้เธอผลักประตูบานนั้นเข้ามาเสียที
อีกหนึ่งนาทีสี่โมงเย็น ยังคงไร้วี่แววของเธอ ผมคงไม่อาจนั่งอยู่ในร้านนานไปกว่านี้ได้อีกแล้ว คงต้องไปเสียที ผมเดินผ่านโต๊ะริมหน้าต่างที่ถูกจับจองโดยหญิงสาวผู้มาตอนบ่ายสามโมงสิบห้านาที บัดนี้ถ้วยกาแฟของเธอพร่องไปหมดแล้ว แต่ผมจะใส่ใจทำไม ผมเดินผลักประตูบานใหญ่ก้าวออกจากร้านไป ตั้งใจว่าคงจะต้องมาใหม่อีกครั้งในวันพรุ่งนี้ ด้วยความหวังว่าอาจจะพบเธอก็เป็นได้
บ่ายสามโมงของวันที่สี่ที่ผมมาที่นี่ ผมยังคงนั่งจิบกาแฟรสนุ่มอยู่ที่มุมเดิมในร้านที่ผมเริ่มคุ้นชิน หญิงสาวที่ผมพบเธอในวันแรกยังคงมาที่ร้านตอนบ่ายสามโมงสิบห้านาทีทุกวัน ผมสังเกตว่าเธอมักสั่งเอสเพรสโซ่พร้อมมูสช็อกโกแลตรสนุ่มแบบนี้เสมอ ผมยิ้มตอบรอยยิ้มนารักของเธอเป็นวันที่สี่แล้ว ทุกอย่างเหมือนหนังควบที่ฉายซ้ำเป็นวันที่สี่ ที่ทุกอย่างเริ่มต้นตอนบ่ายสามโมง
ผมคงไม่สามารถนั่งรอคอยคนรักของผมแบบนี้ต่อไปได้ทุกวัน วันพักร้อนที่ผมใช้เพื่อมาหาเธอกำลังจะหมดลง และก่อนที่จะต้องกลับไปใช้ชีวิตในเมืองใหญ่แบบเดิม ผมคงต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างที่ดีกว่าการรอคอยแบบไร้ความหวังแบบนี้ ผมลุกจากโต๊ะในมุมเดิมที่นั่งอยู่ก้าวเข้าไปเอ่ยคำทักทายกับหญิงสาวผู้มาตอนบ่ายสามสิบห้านาที บทสนทนาเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายและเป็นมิตร ผมพบว่าเธอเกิดและเติบโตที่เมืองนี้ บรรยากาศผ่อนคลายแบบนี้สร้างความโปร่งสบายให้ผมมากทีเดียว ไม่รู้เพราะเหตุใดแต่ผมรู้สึกว่าการได้พูดคุยกับเธอเป็นการฆ่าการรอคอยที่ดี แต่บทสนทนาต้องจบลงเมื่อเธอขอตัวไปทำธุระที่อื่นต่อ ผมหวังว่าในวันพรุ่งนี้ผมคงพอจะได้พูดคุยกับเธออีกครั้ง จากข้อมูลที่เธอเป็นคนเมืองนี้ ผมแอบหวังลึกๆว่าเธออาจจะพอเคยพบ หรือถ้าโชคดีอาจจะรู้จักกับคนรักของผมบ้างก็เป็นได้
วันที่ห้าผมยังคงมานั่งรอคอยคนรักของผมที่ร้านเดิม แต่อาจจะต่างไปจากทุกวันสักหน่อยตรงที่ผมยังคงรอคอยที่จะพูดคุยกับหญิงสาวผู้ที่จะมาถึงตอนบ่ายสามโมงสิบห้านาทีเพิ่มขึ้นด้วย ผมจับจองโต๊ะริมหน้าต่างตัวโปรดของเธอ บ่ายสามโมงสิบห้านาทีเสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้น เธอก้าวเข้ามาในร้านตรงเวลาเหมือนเช่นทุกวัน เธอสั่งเครื่องเดิมและขนมที่ต้องการ จากนั้นจึงเดินเข้ามาร่วมโต๊ะกับผม การพูดคุยกับเธอสร้างความเพลิดเพลินได้ดีเหมือนวันก่อน ทำให้ผมเริ่มไม่รู้สึกเบื่อกับการรอคอยอย่างเงียบงันเหมือนอย่างวันแรกๆที่ผมก้าวเข้ามาในร้าน
ผมเริ่มเล่าถึงเหตุผลที่เดินทางมายังเมืองนี้ให้เธอฟัง ดูเธอจะสนอกสนใจและคิดว่ามันช่างโรแมนติกเสียมากมาย ทั้งๆที่ผมเพียงฟังและทำตามเสียงของหัวใจตัวเองเท่านั้นเอง ในเมื่อยังคงมีเรื่องราวมากมายที่ผมอยากบอกเล่าให้คนรักของผมรับรู้ก็เท่านั้นเอง ผมไม่คิดว่ามันโรแมนติกอย่างที่เธอว่าสักนิด แต่ผมก็ไม่ขัดคอเธอในประเด็นนี้ บทสนทนาจึงยังคงดำเนินต่อไปจนเย็น
วันที่หก วันสุดท้ายแล้วที่ผมจะมีโอกาสได้อยู่ที่เมืองนี้ ที่จริงวันพักร้อนของผมยังเหลืออีกหนึ่งวัน แต่นั่นต้องเผื่อไว้สำหรับการเดินทางตอนขากลับ ถึงแม้จะเป็นวันสุดท้ายแล้วแต่ผมก็ยังคงมานั่งรอคนรักที่ร้านเดิม ซึ่งผมได้เผื่อใจสำหรับความผิดหวังไว้แล้ว จริงๆผมน่าจะเผื่อไว้ตั้งแต่วันแรกแล้วด้วยซ้ำ หากโชคชะตาหรือสิ่งอื่นใดก็ตามจะไม่ต้องการให้ผมได้พบกับเธอ...คงต้องยอมรับมัน แต่ผมก็ยังมาด้วยอีกหนึ่งความหวังว่าจะต้องพบกับหญิงสาวตอนบ่ายสามโมงสิบห้าแน่ๆ คู่สนทนาที่น่าประทับใจ ถึงแม้จะไม่ได้พบกับคนรักแต่อย่างน้อยๆการได้พูดคุยกับเพื่อนใหม่คงพอจะทำให้การเดินทางไม่สูญเปล่าไปนัก ผมอาจจะของเบอร์โทรศัพท์ของเธอไว้ก่อนกลับ เผื่อว่ามีโอกาสได้มาเมืองนี้อีกครั้งจะได้ไม่เงียบเหงาแบบครั้งนี้ ซึ่งผมต้องกลับมาอีกแน่ๆ
เสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้น นาฬิกาข้อมือบอกเวลาบ่ายสามโมง วันนี้เพื่อนใหม่ของผมคงจะมาเร็วขึ้น อย่างนั้นเธอคงไม่ใช่หญิงสาวตอนบ่ายสามโมงสิบห้านาทีแล้วสิ ผมแอบขำกับความคิดของตัวเองที่ไปเรียกเพื่อนใหม่ผู้ตรงต่อเวลาของผมแบบนั้น ผมกลับมาจดจ่อกับจดหมายที่กำลังเขียนถึงคนรักอีกครั้ง รอให้เธอสั่งเครื่องดื่มกับขนมเสร็จแล้วเดินมาที่โต๊ะก่อน ผมจึงค่อยละความสนใจจากจดหมายก็ยังทัน ในขณะที่น้ำเสียงคุ้นหูกำลังสั่งเครื่องดื่ม เสียงกระดิ่งก็ทำงานอีกครั้ง ท่าทางวันนี้ร้านนี้จะมีลูกค้าเยอะเป็นพิเศษ ตลอดหกวันที่ผ่านมาจะมีเพียงผมกับเพื่อนใหม่เท่านั้น
เสียงทักทายดังขึ้นที่ด้านหลังของผม เพื่อนใหม่ของผมวันนี้มาเร็วกว่าเดิม แต่เธอเพิ่งจะผ่านประตูร้านเข้ามายังไม่ทันที่จะสั่งเครื่องดื่มใดๆ ถ้าอย่างนั้นเสียงที่คุ้นหูหน้าเคาน์เตอร์เมื่อสักครู่ ผมรีบหันกลับไปมองที่หน้าเคาน์เตอร์ทันที เป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าของเสียงหันกลับมาพอดี ผู้หญิงในชุดลำลองรีบหรูคนนั้น คนที่เป็นจุดหมายปลายทางในการเดินทางของผมในครั้งนี้ รอยยิ้มที่เธอส่งมาให้ เธอกำลังเดินตรงมาที่ผม ใจผมเต้นไปหมด ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าผมได้ส่งยิ้มตอบกลับไปหรือเปล่า ผมอยากเดินเข้าไปกอดเธอเหลือเกิน แต่ทุอย่างดูเหมือนหยุดนิ่ง เมื่อเธอเพียงยิ้มทักทายแล้วเดินผ่านผมไป ในขณะที่เพื่อนใหม่ของผมก็ไม่อยู่ในร้านแล้ว
ผมปิดก๊อกน้ำหลังจากล้างมือเสร็จ ภาพในอดีตก็ถูกปิดลงพร้อมก๊อกน้ำ ผมยิ้มให้กับเรื่องราวเก่าๆในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อน ขณะที่เอื้อมมือปิดโคมไฟหัวเตียงและล้มตัวลงนอนใต้ผ้าห่มอุ่น ผมไม่ลืมที่จะจูบราตรีสวัสดิ์และกระซิบข้างๆหูคนรักของผมว่า “ผมรักคุณและเขียนจดหมายถึงคุณนะ” เธอส่งเสียง “อือ” ตอบรับเบาๆ ผมโอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขนและคิดว่าตัวเองช่างมีความสุขเหลือเกินที่มีเธอ ก่อนที่เราทั้งสองจะหลับใหลในอ้อมกอดของกันและกัน
by...SadDog


#1 By ฉันไร้สาระ² on 2009-10-24 22:15